องค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี info_outline ข้อมูลการติดต่อ
องค์การบริหารส่วนจังหวัด
สิงห์บุรี

 

ยินดีต้อนรับสู่เว็บไซต์องค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี โทรศัพท์ 036-699384-8 โทรสาร 036-520030

รายงานผลการปฏิบัติงาน
folder รายงานผลการปฏิบัติงาน

สถิติการเข้าเว็บไซต์ สถิติ
วันนี้ 359
เมื่อวาน 635
เดือนนี้ 15,699
เดือนที่แล้ว 31,507
ทั้งหมด 81,901

check_circle สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสิงห์บุรี

สถานที่ท่องเที่ยว


สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสิงห์บุรี

การท่องเที่ยว  :   แหล่งท่องเที่ยว และสถานที่น่าสนใจของจังหวัดสิงห์บุรี   

อำเภอเมืองสิงห์บุรี

     - ศาลจังหวัด และศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี  ตั้งอยู่บนถนนวิไลจิตต์ ตำบลในเมือง ในเขตเทศบาลอำเภอเมืองสิงห์บุรี ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  ศาลจังหวัดสร้างขึ้นเมื่อปี ร.ศ. ๑๒๙  (พ.ศ. ๒๔๕๓)  และศาลากลางจังหวัด  สร้างขึ้นเมื่อปี ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔)  สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นตึกก่ออิฐถือปูนชั้นเดียวทรงยุโรป มีความสวยงามและมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมาก กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓

     - วัดสว่างอารมณ์  ตั้งอยู่ที่บ้านบางมอญ  ตำบลต้นโพธิ์   ในเขตเทศบาลอำเภอเมืองสิงห์บุรี ห่างจากศาลากลางจังหวัดหลังเก่าไปทางลำน้ำเจ้าพระยาประมาณ ๒ กิโลเมตร   วัดนี้เป็นศูนย์รวมของศิลปะหลายด้าน   ได้แก่ การศึกษา การก่อสร้างโบสถ์  วิหาร  ศาลา  และโดยเฉพาะการปั้นพระพุทธรูปเหมือน ที่สืบทอดวิชาปั้นพระพุทธรูป มาจากตระกูลบ้านช่างหล่อธนบุรี ภายในวัดยังมี  พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่  เป็นแหล่งเก็บรวบรวมตัวหนังใหญ่ที่สมบูรณ์และสามารถเล่นได้กว่า ๓๐๐ ตัว   ซึ่งพระครูสิงหมุณี   อดีตเจ้าอาวาส ได้รวบรวมตัวหนังใหญ่จากฝีมือช่างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเอาไว้ และส่วนหนึ่งได้รับมอบหมายจากครูเปีย หัวหน้าคณะหนังเร่   ผู้ที่มีความสามารถในการเชิด-พาทย์หนังใหญ่  และได้ถ่ายทอดการแสดงหนังใหญ่สืบต่อกันมา ตัวหนังใหญ่ที่ใช้แสดงแบ่งเป็นชุดใหญ่ ๆ ได้ ๔ ชุด  คือ  ชุดศึกใหญ่ (ศึกทศกัณฑ์)  ชุดศึกมงกุฎ-บุตรลบ    ชุดนาคบาศ  และชุดศึกวิรุณจำบัง  มีการสาธิตการแสดงหนังใหญ่   พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์-ศุกร์  เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น.   วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๗.๐๐ น.

     - วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ในตำบลจักรสีห์ สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ขนาดใหญ่ มีพุทธลักษณะแบบสุโขทัยที่มีความงดงามมาก  มีความยาว ๔๗  เมตร ๔๒ เซนติเมตร(๑ เส้น ๓ วา ๒ ศอก ๑ คืบ ๗ นิ้ว) ลักษณะพระพักตร์หันไปทางทิศเหนือ  พระเศียรหันไปทางทิศตะวันออก   นอกจากนี้ยังมี พระกาฬ   เป็นพระพุทธรูปศิลาลงรักปิดทอง และพระแก้ว  พระหล่อนั่งขัดสมาธิเพชรอันศักดิ์สิทธิ์และมีพระพุทธลักษณะงดงาม   ทั้งพระกาฬ และพระแก้วสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๕ ใช้เป็นพระประทานในการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการ  ด้านหน้าวิหารมีต้นสาละลังกาใหญ่ ต้นไม้สำคัญในพระพุทธศาสนาผลิดอกบานสะพรั่งหลายต้น 

     - วัดหน้าพระธาตุ  อยู่ในเขตบ้านพระนอนจักรสีห์  ต.จักรสีห์ ห่างจากวัดพระนอนจักรสีห์ไปประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร เดิมชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า วัดหัวเมือง  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดหน้าพระธาตุ   สันนิษฐานว่าสถานที่บริเวณนี้ จะเป็นที่ตั้งของเมืองสิงห์บุรีเก่า  สิ่งที่สำคัญของวัดนี้คือ องค์พระปรางค์สูงประมาณ ๘ วา   ทำเป็นรูปครุฑ อสูรถือกระบองประดับอยู่เหนือชั้นเชิงบาตร ภายหลังมีการเสริมแต่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบศิลปะอยุธยาตอนต้น โดยการก่ออิฐเพิ่มเติมเป็นซุ้มจรนัมทั้งสี่ด้าน  ตั้งแต่ฐานศิลาแลงขึ้นไปก่อด้วยอิฐย่อมุมทรงปรางค์ กลีบขนุนปรางค์ก่อด้วยอิฐ ทิศตะวันออกขององค์ปรางค์มีพระวิหารหลวง ทิศตะวันตกเป็นพระอุโบสถ  และมีเจดีย์กลมเรียงรายหลายองค์   เป็นลักษณะของสถาปัตยกรรมแบบสมัยอยุธยาตอนปลาย  กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘

     - วัดประโชติการาม    ตั้งอยู่ที่ตำบลบางกระบือ  อยู่ห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรีประมาณ ๕ กิโลเมตร เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๑๑ เส้นสิงห์บุรี-ชัยนาท (สายเก่า) ไปประมาณ ๕ กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ พุทธลักษณะงดงามศิลปะแบบสุโขทัยขนาดใหญ่ ๒ องค์  คือ หลวงพ่อทรัพย์ สูง ๖ วา ๗ นิ้ว และหลวงพ่อสิน สูง ๓ วา ๓ ศอก ๕ นิ้ว ซึ่งมีพุทธลักษณะที่งดงาม เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป 

     - วัดกระดังงาบุปผาราม   ตั้งอยู่หมู่ที่ ๖ ตำบลบางกระบือ อยู่เลยจากวัดประโชติการามไปเล็กน้อยมีโบสถ์รูปทรงสมัยใหม่ที่งดงามไม่เหมือนโบสถ์แห่งไหนสร้างอยู่บนฐานศาลาการเปรียญ และวัดนี้ยังมีเจดีย์โบราณทรงระฆังคว่ำคล้ายเจดีย์สมัยอยุธยาตอนต้น ฐานเป็นชั้นมีซุ้มทรงระฆังตั้งแต่ปล้องไฉนขึ้นไป   เจดีย์องค์นี้นับว่ามีความสมบูรณ์ที่สุดที่มีอยู่ในสมัยเดียวกัน  ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติแล้ว   นอกจากนี้ด้านหน้าเจดีย์ยังมีโบสถ์เก่าแก่หลังคามุงด้วยกระเบื้องดิน บานประตูโบสถ์เป็นไม้แกะสลักลวดลายสวยงามมาก

     - วัดพระปรางค์มุนี    ตั้งอยู่ที่ตำบลม่วงหมู่ ตรงข้ามวิทยาลัยเกษตรกรรมสิงห์บุรี  ห่างจากตัวเมือง

ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒ ประมาณกิโลเมตรที่๑๓๔-๑๓๕ (ทางไปอำเภอพรหมบุรี) จะเห็นองค์พระปรางค์สี่เหลี่ยมสูงเด่นใกล้กับองค์พระปรางค์เป็น วิหารหลวงพ่อเย็น  พระพุทธรูปปูนปั้นศักดิ์สิทธิ์สมัยอยุธยา  ด้านข้างวิหารมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นกรุพระเก่าแก่ที่ทางวัดได้ขุดดินบริเวณนั้นมากลบวิหาร ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรม

อำเภอพรหมบุรี

     - วัดกุฎีทอง   ตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ในเขตตำบลบางน้ำเชี่ยว ห่างจากถนนสายเอเชียประมาณ ๔๐๐ เมตร หรือ เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๒ กิโลเมตรที่ ๑๒๕-๑๒๖  ภายในวัดมีมณฑปลักษณะเหมือนเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง  สร้างเมื่อพ.ศ.๒๔๔๓  โดยหลวงพ่อปัญญา อุตมะพิชัย เจ้าอาวาส ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนยอด และภายในมณฑปนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทโลหะจำลองไว้เป็นที่เคารพสักการะ  นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดกุฎีทองยังมีศูนย์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยพวน   ซึ่งได้รวบรวมเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวันต่างๆ  ของชาวไทยพวน  เสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องมือ ทำนา ดักสัตว์ จับปลา ตลอดจนยวดยานพาหนะทางน้ำเป็นของเก่าแก่ไว้ให้ชม 

     - คูค่ายพม่า   ตั้งอยู่ที่บ้านเจดีย์หัก หมู่๑ ตำบลบ้านแป้ง ห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรีไปประมาณ ๑๖ กิโลเมตร  ตามเส้นทางหลวงหมายเลข  ๓๒ กิโลเมตรที่ ๑๒๙  เป็นแหล่งชุมชนโบราณมีลักษณะเป็นเนินดินแนวยาวรูปร่างคล้ายตัว L ยาวประมาณ  ๕-๑๕ เมตร กว้างประมาณ  ๓ เมตร    สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อประมาณปี  พ.ศ. ๒๑๒๗    ครั้งที่พม่ายกกองทัพมาตั้งที่ปากน้ำบางพุทรา  เพื่อรวบรวมกำลังเข้าตีกรุงศรีอยุธยานับเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ปัจจุบันได้ปรับปรุงให้เป็นสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป

     - วัดอัมพวัน  ตั้งอยู่ที่ตำบลพรหมบุรี ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข  ๓๖ กิโลเมตรที่ ๑๓๐   เป็นวัดที่มีชื่อเสียงในด้านการปฏิบัติธรรมทางวิปัสสนากรรมฐาน มีพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม) เป็นเจ้าอาวาส

     - วัดพรหมเทพาวาส (วัดชลอน) ท่านผู้ใหญ่เล่าว่าตรงนี้น้ำเชี่ยวมาก และวนด้วย เรือขึ้นมาถึงจุดนี้จะชนกัน จึงเรียกว่า “วัดชลวน” (ชล-วน)  ต่อมาออกเสียงเป็น “วัดชลอน” (ชะ-ลอน)  และเป็นต้นกำเนิด “แม่ครัวหัวป่า”  เมื่อครั้งก่อนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕  เสด็จพักแรมที่วัดพรหมสาคร เจ้าเมืองพรหมนครขอร้องชาวหัวป่าให้ช่วยกันทำกับข้าว ขนมไปถวาย   เสวยแล้วพอพระทัยมาก โดยเฉพาะแกงส้มแตงกวา น้ำพริกปลาร้า จึงทรงประสาทพร  “นี่แน่ะ แม่ครัวหัวป่า แม่ครัวทั้งหลาย ขออนุโมทนา ข้าพเจ้าพอใจที่ทำอาหารอร่อย อาหารดี โปรดรักษารสอาหารอย่างนี้ไว้ถึงลูกหลานนะ” ตั้งแต่นั้นมาชาวหัวป่า และเด็กเล็กๆ หัดทำกับข้าวใหม่ ๆ ก็อร่อยหมด 

     - ไหว้พระพรหม ที่เมืองพรหม    ที่เมืองพรหม บริเวณริมถนนสายเอเชีย หมายเลข 32  อ.พรหมบุรี

=พระพรหม= ถือเป็นพระเจ้าผู้สร้าง ผู้ลิขิตความเป็นไปของทุกสรรพชีวิต  เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ทุกผู้คน ผู้บูชาพระพรหม และทำความดี จะได้รับพรให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา  พระพรหมเป็นผู้คุ้มครองคนดี และลงโทษคนกระทำบาป ผู้มีกิเลสตัณหาผู้มีจิตใจเอื้ออารี และเสียสละต่อส่วนรวมจะได้พรจากพระพรหม มีความสุขและสมปรารถนา  

อำเภอท่าช้าง

     - วัดพิกุลทอง   อยู่ในเขตตำบลพิกุลทอง ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑๖ กิโลเมตร  อยู่ห่างจากวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหารไปประมาณ ๙ กิโลเมตร  ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดหลวงพ่อแพ (พระธรรมสิงหบุราจารย์) ภายในวัดมี พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อแพ จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติ  และเครื่องอัฐบริขารของหลวงพ่อแพตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นอีกด้านหนึ่งของวัดนี้มีพระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี หรือ หลวงพ่อใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๑ วา ๒ ศอก ๗ นิ้ว สูง ๒๑ วา ๑ คืบ ๓ นิ้ว   ภายในเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กประดับด้วยโมเสกทองคำธรรมชาติชนิด ๒๔ เค  รอบๆ พระวิหารใหญ่มีวิหารคด   ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปปางประจำวันต่างๆ และพระสังกัจจายองค์ใหญ่ และบริเวณวัดยังมีสวนธรรมะ  และสิ่งก่อสร้างที่สวยงามน่าสนใจ แวดล้อมด้วยบรรยากาศสงบร่มรื่น

     - วัดจำปาทอง      ตั้งอยู่ที่ตำบลโพประจักษ์ เป็นสถานที่เก็บรักษาเรือพระที่นั่งของสมเด็จพระเทพรัตน-ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี   เมื่อคราวเสด็จประพาสในการล่องแม่น้ำน้อย เป็นเรือมาดเก๋ง ประเภทเรือแจว ชื่อว่าเรือจำปาทองสิงห์บุรี นอกจากนั้นภายในวัดมีพระนอนองค์ใหญ่ ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์

อำเภอค่ายบางระจัน

     - อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน และอุทยานค่ายบางระจัน   อยู่ห่างจากตัวเมือง ๑๕  กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๓๐๓๒  มีพื้นที่ประมาณ ๑๑๕ ไร่   เป็นสวนรุกขชาติพักผ่อนหย่อนใจ จะเห็นอนุสาวรีย์ วีรชนค่ายบางระจันเป็นรูปหล่อประติมากรรมของหัวหน้าชาวค่ายบางระจันทั้ง ๑๑ คน   สร้างโดยกรมศิลปากรปรากฏสวยเด่นเป็นสง่าอยู่ในสวน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงเปิดอนุสาวรีย์นี้ เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๑๙  ค่ายบางระจันมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์   ผืนแผ่นดินแห่งนี้ได้บันทึกเหตุการณ์ความกล้าหาญ และเสียสละของวีรชนไทยที่เกิดขึ้น  เมื่อเดือน ๓ ปีระกา พ.ศ. ๒๓๐๘ ในครั้งนั้นชาวบ้านบางระจันได้รวมพลังกันต่อสู้กับกองทัพพม่า   ซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาล โดยพม่าต้องยกทัพเข้าตีหมู่บ้านนี้ถึง ๘  ครั้ง ใช้เวลา ๕ เดือน จึงเอาชนะได้เมื่อวันจันทร์แรม  ๒  ค่ำ  เดือน ๘ 

ปีจอ  พ.ศ. ๒๓๐๙ นับเป็นอนุสาวรีย์ที่มีความสำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง  ค่ายบางระจันในปัจจุบันได้สร้างจำลองโดยอาศัยรูปแบบค่ายในสมัยโบราณ และภายในบริเวณยังมี อาคารศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์วีรชนค่ายบางระจัน   จัดห้องนิทรรศการโดยแบ่งออกเป็นห้องต่างๆ   ห้องแรก  แสดงเรื่องค่ายบางระจัน เครื่องใช้โบราณ แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย หนังใหญ่ ห้องที่สอง จัดแสดงมรดกเมืองสิงห์บุรี  ห้องที่สาม แสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองสิงห์บุรีและของดีเมืองสิงห์บุรี เปิดให้เข้าชมทุกวัน   ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น. 

     - วัดโพธิ์เก้าต้น หรือ วัดไม้แดง  ตั้งอยู่ที่หมู่ ๘ ตำบลบางระจัน  ตรงข้ามกับอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจันห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑๕ กิโลเมตร  เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๐๓๒  เป็นสถานที่ที่วีรชนชาวบ้านบางระจันได้เคยใช้เป็นที่มั่นในการต่อต้านพม่าที่ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อปีพ.ศ. ๒๓๐๘ ชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า “วัดไม้แดง” เพราะภายในบริเวณมีต้นไม้แดง   ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งอยู่หลายต้น  และชาวบ้านถือกันว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ไม่มีใครกล้าตัด หรือ ทำลาย ในบริเวณวัดมี “วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ” เป็นวิหารทรงจัตุรมุข  พระอาจารย์ท่านเป็นผู้นำสำคัญผู้หนึ่งของชาวบ้านบางระจัน และใกล้ๆ กันก็มี สระน้ำพระอาจารย์ธรรมโชติ  มีปลาอยู่ชุกชุมเพราะชาวบ้านถือว่าเป็นปลาศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่จับไปรับประทานและยังมีศาลรวมวิญญาณวีรชนค่ายบางระจันตั้งอยู่ใกล้ริมรั้ว ส่วนหน้าวัดได้มีการจำลองค่ายบางระจันตามประวัติศาสตร์ไว้ด้วย กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนวัดโพธิ์เก้าต้นเป็นโบราณสถาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ 

     - วัดสิงห์สุทธาวาส  ตั้งอยู่ตำบลโพสังโฆ เดิมชื่อว่าวัดตะเคียน  เพราะมีต้นตะเคียนอยู่เป็นสัญลักษณ์ เริ่มก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๑  ต่อมาทางราชการย้ายเมืองสิงห์ จากแม่น้ำจักรสีห์มาตั้งอยูริมแม่น้ำน้อย ทางด้านใต้ของวัดตะเคียน และคงจะเปลี่ยนชื่อช่วงต่อมา เรียกกันตามชื่อเมืองว่า "วัดสิงห์" ครั้นถึงสมัยของพระมหาเนี่ยมเกิดเมฆเป็นเจ้าอาวาสจึงต่อคำท้ายเป็น "วัดสิงห์สุทธาวาส"  ปัจจุบันวัดสิงห์สุทธาวาสมี พระครูวิสุทธาภิรักษ์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสท่านได้ปรับปรุงบริเวณวัดอย่างเป็นสัดส่วนชัดเจน    โดยแบ่งเป็นเขตพุทธาวาส   สังฆาวาส ภายในวัด และรอบๆ บริเวณวัด จัดบรรยากาศร่มรื่น สวยงาม โดยจัดสวนหย่อมปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ รอบบริเวณวัด ตามต้นไม้จะมีสุภาษิต คติธรรม (ต้นไม้พูดได้) เพื่อไว้เป็นคติสอนใจ  มีปูชนียวัตถุ คือพระพุทธฉาย อยู่ในมณฑปพระพุทธรูปปางนาคปรก สร้างด้วยศิลา ชาวบ้านเรียก "หลวงพ่อนาค" องค์พระเป็นหินสกัดมีพญานาค ๗ เศียร แผ่รัศมีรอบเกศพระ ด้านหลังองค์พระมีเสมาธรรมจักร แต่ปัจจุบันหลวงพ่อนาคได้ถูกขโมยไป ดังนั้นหลวงพ่อนาคที่เห็นอยู่นี้เป็นองค์จำลองที่ทำจากปูนปั้นนอกจากนี้ยังพบ สิงห์ปั้นด้วยดินเผาอยู่ ๒ ตัว สันนิษฐานว่า สิงห์ที่พบนี้เป็นที่มาของชื่อ "วัดสิงห์"  ซึ่งต่อขุนสิงขรภุมมา ได้ขอไปไว้ที่อำเภอบางระจัน (ซึ่งสมัยนั้นชื่อ อ.สิงห์) ๑ ตัว ปัจจุบันยังมีอยู่ที่ หน้าที่ว่าการอำเภอบางระจัน

 

5 พฤษภาคม 2563

อำเภอบางระจัน


อำเภอบางระจัน

     - วัดพระปรางค์   ตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ บ้านโคกหม้อ  ตำบลเชิงกลัด   ภายในบริเวณวัดมีพระปรางค์ศิลปะแบบอยุธยาตอนต้น พุทธศตวรรษที่ ๒๑ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช องค์ปรางค์สูงประมาณ ๑๕ เมตร  ก่อด้วยอิฐแบบปรางค์ไทยสูงชะลูดคล้ายฝักข้าวโพด ฐานเตี้ย  ภายในกลวงมีคูหาสี่เหลี่ยมจตุรัสบนผนังคูหา  และปัจจุบันร่องรอยภาพจิตรกรรมฝาผนังได้ลบเลือนไปแล้ว ด้านหลัง มีพระอุโบสถเก่าแก่แบบอยุธยา หน้าบันเป็นลายแกะสลักไม้รูปตัวสิงห์ และคันทวยต่างๆมีภูเขาและรอยพระพุทธบาทจำลองบนยอดเขา นอกจากนั้นยังปรากฏร่องรอยของเตาเผาแม่น้ำน้อย ประมาณ ๓-๔ เตา วัดพระปรางค์ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๘๗ 

     - แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระปรางค์ (ชัณสูตร) เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาขนาดใหญ่ที่สุดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๑๔-๒๓๑๐  ลักษณะตัวเตาเป็นแบบระบายความร้อนเฉียงขึ้น  ก่อด้วยอิฐ  ตัวเตาบางส่วนคล้ายเรือประทุนจึงเรียก “เตาประทุน” แบ่งเป็น ๓ ส่วน   คือ ปล่องไฟ ห้องวางเครื่องปั้นดินเผา และห้องเชื้อเพลิงตัวเตาเผาที่นับว่ามีขนาดใหญ่   มีความยาวถึง ๑๔ เมตร  กว้าง ๕.๖๐ เมตร  และเส้นผ่าศูนย์กลางของปล่องควันไฟยาว ๒.๑๕ เมตร  เคยใช้เป็นที่ผลิตภาชนะดินเผา เช่น ไห อ่าง ครก กระปุก ช่อฟ้า กระเบื้องปูพื้น เป็นต้น

      - อุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์ ตั้งอยู่ที่ตำบลทับยา มีพื้นที่อยู่ในเขตอำเภออินทร์บุรีและอำเภอบางระจัน

ห่างจากอำเภอเมืองไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๓๑๑ (สายสิงห์บุรี-ชัยนาท) ประมาณ ๙ กิโลเมตร จะมีทางแยกเลี้ยวซ้ายเข้าหมู่ ๗ ตำบลบางกระบือ  ประมาณ ๒ กิโลเมตร หรือ เข้าทางตำบลทับยา  ประมาณ ๑.๒ กิโลเมตร  ก็จะถึงอุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์ คำว่า “แม่ลา” เป็นชื่อลำน้ำสายหนึ่งในท้องที่จังหวัดสิงห์บุรีไหลผ่านพื้นที่ ๓ อำเภอ คือ อำเภออินทร์บุรี อำเภอบางระจัน   และอำเภอเมืองสิงห์บุรี เป็นลำน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารของปลา ฉะนั้น  ปลาที่จับได้จากลำน้ำแม่ลาจึงมีรสชาติอร่อย อ้วน เนื้อนุ่ม มัน โดยเฉพาะปลาช่อนแม่ลา  ซึ่งเป็นอาหารและของฝาก ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสิงห์บุรี  และมีอุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์ริมฝั่งแม่น้ำลาการ้อง   

อำเภออินทร์บุรี

     - วัดสุทธาวาส หรือ วัดใหม่ ตั้งอยู่ที่ตำบลทับยา ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 311 เส้นสิงห์บุรี-อินทร์บุรี  กิโลเมตรที่ ๑๑-๑๒  เลยจากวัดกระดังงาบุปผารามไปประมาณ ๕ กิโลเมตร หรือ ห่างจากที่ว่าการอำเภออินทร์บุรีไปทางทิศใต้ประมาณ  ๓.๕  กิโลเมตร   มีวิหารหลังเก่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา  ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติพระจุฬามณี  วาดด้วยช่างฝีมือชั้นครู เป็นภาพตอนพระพุทธองค์ทรงออกบรรพชา ภาพตอนผจญมาร ภาพตอนพระพุทธองค์ฉันอาหารที่นายจุนทะถวาย ทรงประชวรแล้วเสด็จไปประทับ ณ ต้นรังคู่  เสด็จสู่ปรินิพพาน และภาพเรื่องราวของการถวายพระเพลิง การแจกจ่ายพระอัฐิธาตุแก่เหล่ากษัตริย์และเทวดา บนหน้าบันเป็นภาพบรรจุพระอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้าลอยในน้ำ  นับเป็นโบราณสถานที่มีความงดงามและมีคุณค่าอีกแห่งหนึ่ง 

     - วัดโบสถ์ ตั้งอยู่ที่ตำบลอินทร์บุรี ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข๓๑๑ เส้นสิงห์บุรี-อินทร์บุรี (สายเก่า) กิโลเมตรที่ ๑๔-๑๕ ไปประมาณ ๑๖ กิโลเมตร เป็นพระอารามหลวง เดิมเป็น

วัดร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาส่วนพระอุโบสถเป็นเพียงแห่งเดียวที่สร้างโดยใช้รางรถไฟเป็นแกนกลางข้างล่าง และที่น่าสนใจ คือ  การแกะสลักบานประตูหน้าต่างโบสถ์ทั้งหลัง  โดยช่างที่มีฝีมือแกะสลักของเมืองสิงห์บุรี  คือ ช่างชื่น หัตถโกศล ภายในโบสถ์มีพระประธานที่เก่าแก่ พุทธลักษณะที่งดงามมาก ปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้ได้รับการบูรณะใหม่

     - พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินทร์บุรี ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับวัดโบสถ์ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดโบสถ์มาก่อน ก่อตั้งโดยอดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ พระเทพสุทธิโมลี เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี และอุทัยธานีได้รวบรวมจัดเก็บรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๓   มีโบราณวัตถุที่สำคัญและเป็นที่รวมความรู้ด้านประวัติศาสตร์  เช่น  โบราณวัตถุที่ขุดพบได้จากแหล่งโบราณบ้านคูเมือง แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย จัดแสดงเครื่องประดับสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ พัดยศ พระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ เครื่องถ้วยศิลปะไทย-จีน เครื่องดนตรีไทย ส่วนชั้นล่าง

เป็นการละเล่นพื้นบ้าน  เครื่องมือดักปลา  เครื่องทอผ้า  ตะเกียงโบราณ 

     - เมืองโบราณบ้านคูเมือง (อยู่ภายในสวนรุกขชาติคูเมือง) ตั้งอยู่ที่บ้านคูเมือง ตำบลห้วยชัน ภายในสวนรุกขชาติคูเมือง  ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ  ๒๓ กิโลเมตร สันนิษฐานว่าเป็นชุมชนโบราณสมัยทวาราวดี  ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมมน   กว้าง ๖๕๐ เมตร ยาว ๗๕๐ เมตร  สูงจากพื้น ๑ เมตร  มีเนินดินขนาดใหญ่   มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ มีการขุดค้นพบภาชนะดินเผามากมาย เช่น เครื่องถ้วยชาม หม้อ ไห  กาน้ำ ลูกปัดหินสีต่าง ๆ ตะคันดินเผา  ธรรมจักรหินเขียว  ตุ้มหู ลูกปัด หินสี และเหรียญเงินมีคำจารึกว่า  “ศรีทวารวดีศวรปุญยะ”   แสดงให้เห็นว่ามีชุมชนอาศัยอยู่

ในบริเวณนี้ติดต่อกันมาตั้งแต่สมัยฟูนันจนถึงรัตนโกสินทร์   ปัจจุบันวัตถุโบราณที่ค้นพบได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี และภายในบริเวณเมืองโบราณบ้านคูเมืองปัจจุบันได้จัดให้เป็นสวนรุกขชาติ  มีเนื้อที่ประมาณ ๕๐๐ ไร่ มีคูน้ำโบราณล้อมรอบ มีพันธุ์ไม้ต่างๆ ร่มรื่นสวยงาม

     - วัดม่วง  ตั้งอยู่ที่ตำบลอินทร์บุรี ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา หากมาจากถนนสายเอเชีย  ห่างจากตัวตลาดอินทร์บุรี  มีทางเลี้ยวซ้ายไปประมาณ  ๒.๕ กิโลเมตร  สันนิษฐานว่า  สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นประมาณปี พ.ศ. ๒๓๖๕ เดิมนั้นมีต้นมะม่วงอยู่มาก จึงเรียกว่า “วัดม่วง” ภายในวัดมีวิหารเก่าแก่เป็นอาคารปูนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีมุขยื่นออกมาที่หน้าบันประดับด้วยภาชนะเครื่องถ้วยต่างๆ ในวิหารมีพระพุทธรูปปางมารวิชัย เป็นพระประธานที่พุทธลักษณะงดงาม  ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีรูปฐานสิงห์   มีฐานบัวขนาดใหญ่รองรับ   เพดานประดับด้วยลายเขียนรูปดาว  มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนด้วยสีฝุ่น ฝีมือช่างพื้นบ้านสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔  และมีเรื่องราวพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ตลอดจนแสดงภาพชีวิตความเป็นอยู่วัฒนธรรมของสังคมโบราณในระดับต่างๆ ได้เป็นอย่างดี 

     - ไหว้พระอินทร์ที่เมืองอินทร์   ในบริเวณ FN Factory outlet หมู่ 1 ตำบลน้ำตาล อำเภออินทร์บุรีพระอินทร์เป็นมหาเทพที่ยิ่งใหญ่เหนือชีวิตของมนุษย์ และสรรพสัตว์มีหน้าที่ปกป้องดูแลโลกให้พ้นจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ เป็นผู้นำเหล่าเทพเจ้าไปกำจัดอสูรร้ายในหลายคราว หากคนดีมีเคราะห์ร้ายพระอินทร์จะลงมาช่วยทุกครั้งไปมีฐานะเป็นพระผู้ดูแลทุกข์สุขของมนุษย์โลก   ดินฟ้าอากาศและสงคราม  และยังเป็นเทพนักสังคมสงเคราะห์  คนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า อำนาจของพระอินทร์นั้น จะช่วยปัดเป่าความชั่วร้าย หรือสิ่งไม่ดีบริเวณนั้น พร้อมทั้งปกป้องรักษาธุรกิจให้เจริญรุ่งเรือง รวมถึงคุ้มครองผู้บูชาในศาสนาพุทธ พระอินทร์ ยังเป็นเทพผู้รักษาพระพุทธศาสนาให้อยู่ยืนยงถึง 5,000 ปี เนื่องจากพระอินทร์เป็นเทวกษัตริย์ หมายถึงเป็นราชาแห่งเหล่าทวยเทพ จึงมีอำนาจในการสั่งการ ทำลายผู้ที่จะนำพาพระพุทธศาสนาไปในทิศทางที่ไม่ดี

เทศกาลงานประเพณี

     - งานวันวีรชนค่ายบางระจัน  จัดขึ้นเป็นประจำในระหว่างวันที่ ๔-๖ กุมภาพันธ์ของทุกปี ที่บริเวณอนุสาวรีย์วีรชนและอุทยานค่ายบางระจัน ตำบลบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน ประกอบไปด้วยพิธีสักการะรูปจำลองพระอาจารย์ธรรมโชติ และวางพวงมาลาสักการะอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน  การแสดงละครประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวีรกรรมของวีรชนค่ายบางระจัน ประกอบแสง สี เสียง การละเล่นพื้นบ้าน  มหรสพ การแสดงนิทรรศการของดีเมืองสิงห์ต่าง ๆ มากมาย 

     - ประเพณีกำฟ้า  เป็นงานบุญพื้นบ้านของชาวไทยพวนที่บ้านบางน้ำเชี่ยว และหมู่บ้านโภคาภิวัฒน์ อำเภอพรหมบุรี   จัดขึ้นเพื่อเป็นการบูชาและระลึกถึงเทพยดาผู้รักษาฟากฟ้า  และบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ถือเอาวันขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๓  เป็นวันสุกดิบ โดยชาวบ้านจะช่วยกันตำข้าวปุ้น (ขนมจีน) และข้าวจี่  ข้าวหลามไว้สำหรับทำบุญตักบาตรในวันรุ่งขึ้น พิธีจะมีในตอนเย็น เรียกกันว่า “ไปงันข้าวจี่” ชาวบ้านจะนำข้าวสารเหนียว ไข่ น้ำตาล ไปเข้ามงคลในพิธีเจริญพุทธมนต์ กลางคืนจะมีมหรสพแสดงกันเป็นที่สนุกสนาน ตกดึกจะพากันนึ่งข้าวเหนียว ทำขนม ในวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓  ซึ่งเป็นวันกำฟ้า  ชาวบ้านก็จะนำไทยทานและอาหารที่เตรียมไว้ไปร่วมทำบุญที่วัด  เมื่อพ้นกำฟ้า ๗ วันแล้ว   จะต้องกำฟ้าอีกครึ่งวัน  และนับต่อไปอีก ๕ วัน  จะมีการจัดอาหารถวายพระ เสร็จแล้วนำไฟดุ้นหนึ่งไปทำพิธีเลียแล้ง โดยการนำไปลอยตามแม่น้ำลำคลอง ถือเป็นการบูชาและระลึกถึงเทพเจ้าเป็นอันเสร็จพิธีกำฟ้า

     - ประเพณีตีข้าวบิณฑ์ เป็นประเพณีเก่าแก่ที่ทำกันอยู่แห่งเดียวที่หมู่บ้านจักรสีห์ อำเภอเมืองสิงห์บุรีนิยมทำในช่วงวันสงกรานต์ ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๕  เมษายน ของทุกปี ชาวบ้านจะนัดกันทำพิธีโดยการนำข้าวเหนียว หรือ ข้าวเหนียวแดงมาหุง  หรือ นึ่งพอสุกนำมาใส่ใบตองพับเป็นรูปกรวย  นำไปถวายหลวงพ่อพระนอนจักรสีห์ที่วัดพระนอนจักรสีห์ด้วยการนำพานใส่กรวยข้าวเหนียวที่เตรียมวางไว้ด้านหน้าองค์พระนอน  เพื่อทำพิธีถวายข้าวเหนียว เมื่อเห็นว่าเวลาผ่านไปพอสมควรจะทำพิธีลาข้าว  ทุกคนจะตรงไปที่พานข้าวของตน แบ่งข้าวเหนียวในกรวยใส่กระทง   แล้วนำไปวางไว้ที่หน้าองค์พระนอนพอเป็นสังเขป จากนั้นชาวบ้านจะแยกกันนั่งเป็นวง ๆ ละ ๖-๗ คน แบ่งกันรับประทานข้าวที่เหลือ ซึ่งถือว่าเป็นข้าวบิณฑ์ของหลวงพ่อพระนอนจักรสีห์ 

     - ประเพณีกวนข้าวทิพย์  การกวนข้าวทิพย์  หรือ  ข้าวมธุปายาสนี้มักจะจัดขึ้นที่หมู่บ้านวัดกุฎีทองบ้านโภคาภิวัฒน์  วัดอุตมะพิชัย  อำเภอพรหมบุรี  วันทำพิธีกวนข้าวทิพย์มิได้กำหนดไว้เป็นที่แน่นอนมักจะทำกันในช่วงข้าวกำลังเป็นน้ำนม โดยการปลูกปะรำพิธีแล้วใช้ด้ายสายสิญจน์วนรอบปะรำพิธี นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ แล้วให้หญิงสาวพรหมจารีนำเครื่องปรุงข้าวทิพย์ต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ ๙ สิ่ง  ได้แก่ ถั่ว งา นม เนย น้ำตาล มะพร้าว น้ำผึ้ง  น้ำอ้อย  และน้ำที่คั้นได้  จากข้าวน้ำนมใส่ลงในกระทะที่ใช้ไฟสุมเพลิงจากดวงอาทิตย์ติดไฟด้วยฟืนไม้ชัยพฤกษ์  และไม้พุทรา  ขณะใส่ของต่างๆ ลงในกระทะพระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา ย่ำฆ้อง ย่ำกลอง การจัดพิธีกรรมยังคงรักษารูปแบบเดิมไว้  คือ  มีพราหมณ์เข้าพิธี  และสาวพรหมจารีที่จะเข้าร่วมพิธีต้องเป็นหญิงสาวที่ยังไม่มีดอกไม้ (ระดู) นุ่งขาวห่มขาว สมทานศีล ๘  เพื่อให้มีความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ  จากนั้น จึงช่วยกันกวนข้าวทิพย์ใช้เวลากวนประมาณ ๖ ชั่วโมง  เสร็จแล้วตักใส่ภาชนะเตรียมถวายพระในวันรุ่งขึ้น

     - ประเพณียายดอกไม้ (ตักบาตรดอกไม้) เป็นงานบุญเข้าพรรษาประจำตำบลบ้านแป้ง อำเภอพรหมบุรี ณ วัดจินดามณี โดยจะมีการจัดกิจกรรมฟื้นฟูประเพณียายดอกไม้ (ตักบาตรดอกไม้)  ในช่วงวันเข้า พรรษาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งเป็นประเพณีท้องถิ่นดั้งเดิมของชุมชนชาวบ้านเวียงจันทร์ที่เป็นบรรพบุรุษของชุมชนในตำบลบ้านแป้ง ตั้งแต่ปู่ย่าตายายให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของพุทธศาสนิกชน ชาวตำบลบ้านแป้ง ซึ่งประเพณีนี้เป็นประเพณีดั้งเดิมที่มีกันมานานเป็นร้อยปีแล้ว  และเพื่อที่จะให้ประเพณีนี้ยังอยู่กับเราไปนานๆ จึงได้กำหนดวันเข้าพรรษาให้เป็นวันตักบาตรดอกไม้ ทางวัดในหมู่บ้านจะมีการตีกลองแฉะ ประมาณครึ่งชั่วโมง ญาติโยมพี่น้องก็จะพาลูกหลานมาที่วัด จัดข้าวตอกดอกไม้ 5 ชนิด คือ ข้าวตอก  ดอกมะลิ  ดอกรัก  ดอกบัว  ดอกข้าวโพด ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม จัดเป็นกำใส่บาตรพระ เพื่อใช้เข้าอุโบสถ เป็นพุทธบูชา

     - การแข่งเรือยาวประเพณี  การแข่งขันเรือยาวจัดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนกันยายนของทุกปีที่บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา  ริมเขื่อนหน้าศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ตลอดจนบริเวณลำแม่น้ำน้อย  ตามที่หน่วยงาน หรือ ภาคส่วนต่างๆ กำหนดจัดขึ้น  ซึ่งมีเรือที่มีชื่อเสียงของจังหวัดต่างๆ ส่งเข้าร่วมการแข่งขัน เพื่อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  นับเป็นงานประเพณีที่ตื่นเต้นสนุกสนาน และเร้าใจ ตลอดจนได้เพลิดเพลินกับความสวยงามของเรือแต่ละลำที่ตกแต่งลวดลายและประชันฝีพายกันอย่างเต็มที่ 

     - งานเทศกาลกินปลาและของดีเมืองสิงห์บุรี   จัดขึ้นประมาณปลายเดือนธันวาคมของทุกปีเนื่องจากจังหวัดสิงห์บุรีมีลำน้ำแม่ลาเป็นลำน้ำธรรมชาติที่มีปลาชุกชุม  และมีชื่อเสียงมาก  คือ  ปลาช่อนแม่ลา ซึ่งเป็นอาหารจานเด็ดของสิงห์บุรี นอกจากนี้สิงห์บุรียังเป็นถิ่นกำเนิดของแม่ครัวหัวป่า ต้นตำรับอาหารคาวหวานที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ ๕ อีกด้วย

     - ประเพณีสงกรานต์ภาคกลาง   จัดบริเวณวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร  อำเภอเมืองสิงห์บุรี โดยมีกิจกรรมเด่นอาทิ ประกวดควายไทยเขางาม สงกรานต์ชายหาด การแสดง แสง สี เสียง “ตำนานพระนอน” ร่วมรับประทานอาหารขันโตก พิธีอัญเชิญห่มผ้าพระนอน พิธีตีข้าวบิณฑ์ กินข้าวหัวป่า กตัญญูกตเวทิตาผู้ใหญ่ ก่อพระเจดีย์ทรายพุทธบูชา เป็นต้น การแข่งขันเรือมาศ 12 ฝีพาย (เยาวชน ชาย – หญิง) การแข่งขันเรือแจวเดี่ยว (ทั่วไป)   การแข่งขันเรื่อพายหัวใบ้ท้ายบอด การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน พิธีสรงน้ำพระนอนจักรสีห์จำลอง และสงฆ์น้ำพระภิกษุสงฆ์จากทุกวัดในจังหวัดสิงห์บุรี การประกวดเทพีสงกรานต์   ตลาดนัดลานวัดของดีเมืองสิงห์   วัดพระนอน “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์”

     - ประเพณีลาวแง้ว  คือ ประเพณีเพาะกระจาด หรือใส่กระจาด ของชาวตำบลทองเอน  อ.อินทร์บุรี โดยการใส่กระจาดจะเริ่มเมื่อมีการประกาศ กำหนดงานบุญมหาชาติ  ซึ่งแต่ละหมู่บ้านจะกำหนดไม่ตรงกัน หมู่บ้านใดตรงถึงวันกำหนดวันทำบุญ แต่ละบ้านจะทำขนมเส้นหรือขนมจีบ และข้าวต้มมัดเพื่อเตรียมไว้สำหรับวันงานวันเริ่มแรกของการทำบุญ เรียกว่า "วันตั้ง" ในวันตั้งนี้หมู่บ้านที่ยังไม่ทำบุญก็จะนำผลไม้ เช่น กล้วย อ้อย ส้ม ฯลฯ  ไปยังบ้านที่มีงานโดยหนุ่มสาวจะแต่งตัวสวยงามเดินทางเป็นกลุ่มๆ การร่วมงานบุญ นั้นอาจใช้ผลไม้ต่างๆ ที่นำมาหรือเงินก็ได้ และอาจมีธูปเทียนใส่พานนำไปให้เจ้าของบ้าน การนำเอาของมาร่วมสมทบทำบุญ เรียกว่า "ใส่กระจาด" เจ้าของบ้านเลี้ยงอาหารแก่แขก และเมื่อแขกกลับก็จะให้ข้าวต้มมัดเป็นของตอบแทน  ประเพณีการใส่กระจาดนี้   หนุ่มสาวจะได้มีโอกาสพบปะ พูดคุยกันโดยพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่ขัดขวาง วันรุ่งขึ้นจากวันตั้งก็จะเป็นวันเทศน์มหาชาติโดยแต่ละบ้านจะจับสลากกันว่าบ้านไหนจะได้ติดกัณฑ์เทศน์มหาชาติกัณฑ์ไหน  สถานที่ก็จัดเตรียมและตกแต่งอย่างสวยงามให้มีบรรยากาศคล้ายป่าหิมพานต์ ประดับไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้ รังผึ้ง เครื่องจักรสานเป็นสัตว์ต่างๆ หรือทำด้วยกระดาษสวยงาม การเทศน์จะเริ่มขึ้นในตอนเที่ยงคืนของวันตั้ง โดยต้องเทศน์ให้เสร็จภายใน 1 วัน 

5 พฤษภาคม 2563
สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสิงห์บุรี

อำเภอบางระจัน

อำเภอบางระจัน

     - วัดพระปรางค์   ตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ บ้านโคกหม้อ  ตำบลเชิงกลัด   ภายในบริเวณวัดมีพระปรางค์ศิลปะแบบอยุธยาตอนต้น พุทธศตวรรษที่ ๒๑ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช องค์ปรางค์สูงประมาณ ๑๕ เมตร  ก่อด้วยอิฐแบบปรางค์ไทยสูงชะลูดคล้ายฝักข้าวโพด ฐานเตี้ย  ภายในกลวงมีคูหาสี่เหลี่ยมจตุรัสบนผนังคูหา  และปัจจุบันร่องรอยภาพจิตรกรรมฝาผนังได้ลบเลือนไปแล้ว ด้านหลัง มีพระอุโบสถเก่าแก่แบบอยุธยา หน้าบันเป็นลายแกะสลักไม้รูปตัวสิงห์ และคันทวยต่างๆมีภูเขาและรอยพระพุทธบาทจำลองบนยอดเขา นอกจากนั้นยังปรากฏร่องรอยของเตาเผาแม่น้ำน้อย ประมาณ ๓-๔ เตา วัดพระปรางค์ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๘๗ 

     - แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระปรางค์ (ชัณสูตร) เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาขนาดใหญ่ที่สุดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ระหว่าง พ.ศ. ๑๙๑๔-๒๓๑๐  ลักษณะตัวเตาเป็นแบบระบายความร้อนเฉียงขึ้น  ก่อด้วยอิฐ  ตัวเตาบางส่วนคล้ายเรือประทุนจึงเรียก “เตาประทุน” แบ่งเป็น ๓ ส่วน   คือ ปล่องไฟ ห้องวางเครื่องปั้นดินเผา และห้องเชื้อเพลิงตัวเตาเผาที่นับว่ามีขนาดใหญ่   มีความยาวถึง ๑๔ เมตร  กว้าง ๕.๖๐ เมตร  และเส้นผ่าศูนย์กลางของปล่องควันไฟยาว ๒.๑๕ เมตร  เคยใช้เป็นที่ผลิตภาชนะดินเผา เช่น ไห อ่าง ครก กระปุก ช่อฟ้า กระเบื้องปูพื้น เป็นต้น

      - อุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์ ตั้งอยู่ที่ตำบลทับยา มีพื้นที่อยู่ในเขตอำเภออินทร์บุรีและอำเภอบางระจัน

ห่างจากอำเภอเมืองไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๓๑๑ (สายสิงห์บุรี-ชัยนาท) ประมาณ ๙ กิโลเมตร จะมีทางแยกเลี้ยวซ้ายเข้าหมู่ ๗ ตำบลบางกระบือ  ประมาณ ๒ กิโลเมตร หรือ เข้าทางตำบลทับยา  ประมาณ ๑.๒ กิโลเมตร  ก็จะถึงอุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์ คำว่า “แม่ลา” เป็นชื่อลำน้ำสายหนึ่งในท้องที่จังหวัดสิงห์บุรีไหลผ่านพื้นที่ ๓ อำเภอ คือ อำเภออินทร์บุรี อำเภอบางระจัน   และอำเภอเมืองสิงห์บุรี เป็นลำน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารของปลา ฉะนั้น  ปลาที่จับได้จากลำน้ำแม่ลาจึงมีรสชาติอร่อย อ้วน เนื้อนุ่ม มัน โดยเฉพาะปลาช่อนแม่ลา  ซึ่งเป็นอาหารและของฝาก ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดสิงห์บุรี  และมีอุทยานแม่ลามหาราชานุสรณ์ริมฝั่งแม่น้ำลาการ้อง   

อำเภออินทร์บุรี

     - วัดสุทธาวาส หรือ วัดใหม่ ตั้งอยู่ที่ตำบลทับยา ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 311 เส้นสิงห์บุรี-อินทร์บุรี  กิโลเมตรที่ ๑๑-๑๒  เลยจากวัดกระดังงาบุปผารามไปประมาณ ๕ กิโลเมตร หรือ ห่างจากที่ว่าการอำเภออินทร์บุรีไปทางทิศใต้ประมาณ  ๓.๕  กิโลเมตร   มีวิหารหลังเก่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา  ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติพระจุฬามณี  วาดด้วยช่างฝีมือชั้นครู เป็นภาพตอนพระพุทธองค์ทรงออกบรรพชา ภาพตอนผจญมาร ภาพตอนพระพุทธองค์ฉันอาหารที่นายจุนทะถวาย ทรงประชวรแล้วเสด็จไปประทับ ณ ต้นรังคู่  เสด็จสู่ปรินิพพาน และภาพเรื่องราวของการถวายพระเพลิง การแจกจ่ายพระอัฐิธาตุแก่เหล่ากษัตริย์และเทวดา บนหน้าบันเป็นภาพบรรจุพระอัฐิธาตุของพระพุทธเจ้าลอยในน้ำ  นับเป็นโบราณสถานที่มีความงดงามและมีคุณค่าอีกแห่งหนึ่ง 

     - วัดโบสถ์ ตั้งอยู่ที่ตำบลอินทร์บุรี ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาห่างจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข๓๑๑ เส้นสิงห์บุรี-อินทร์บุรี (สายเก่า) กิโลเมตรที่ ๑๔-๑๕ ไปประมาณ ๑๖ กิโลเมตร เป็นพระอารามหลวง เดิมเป็น

วัดร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาส่วนพระอุโบสถเป็นเพียงแห่งเดียวที่สร้างโดยใช้รางรถไฟเป็นแกนกลางข้างล่าง และที่น่าสนใจ คือ  การแกะสลักบานประตูหน้าต่างโบสถ์ทั้งหลัง  โดยช่างที่มีฝีมือแกะสลักของเมืองสิงห์บุรี  คือ ช่างชื่น หัตถโกศล ภายในโบสถ์มีพระประธานที่เก่าแก่ พุทธลักษณะที่งดงามมาก ปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้ได้รับการบูรณะใหม่

     - พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินทร์บุรี ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับวัดโบสถ์ ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดโบสถ์มาก่อน ก่อตั้งโดยอดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ พระเทพสุทธิโมลี เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี และอุทัยธานีได้รวบรวมจัดเก็บรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๓   มีโบราณวัตถุที่สำคัญและเป็นที่รวมความรู้ด้านประวัติศาสตร์  เช่น  โบราณวัตถุที่ขุดพบได้จากแหล่งโบราณบ้านคูเมือง แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย จัดแสดงเครื่องประดับสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ พัดยศ พระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ เครื่องถ้วยศิลปะไทย-จีน เครื่องดนตรีไทย ส่วนชั้นล่าง

เป็นการละเล่นพื้นบ้าน  เครื่องมือดักปลา  เครื่องทอผ้า  ตะเกียงโบราณ 

     - เมืองโบราณบ้านคูเมือง (อยู่ภายในสวนรุกขชาติคูเมือง) ตั้งอยู่ที่บ้านคูเมือง ตำบลห้วยชัน ภายในสวนรุกขชาติคูเมือง  ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ  ๒๓ กิโลเมตร สันนิษฐานว่าเป็นชุมชนโบราณสมัยทวาราวดี  ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมมน   กว้าง ๖๕๐ เมตร ยาว ๗๕๐ เมตร  สูงจากพื้น ๑ เมตร  มีเนินดินขนาดใหญ่   มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ มีการขุดค้นพบภาชนะดินเผามากมาย เช่น เครื่องถ้วยชาม หม้อ ไห  กาน้ำ ลูกปัดหินสีต่าง ๆ ตะคันดินเผา  ธรรมจักรหินเขียว  ตุ้มหู ลูกปัด หินสี และเหรียญเงินมีคำจารึกว่า  “ศรีทวารวดีศวรปุญยะ”   แสดงให้เห็นว่ามีชุมชนอาศัยอยู่

ในบริเวณนี้ติดต่อกันมาตั้งแต่สมัยฟูนันจนถึงรัตนโกสินทร์   ปัจจุบันวัตถุโบราณที่ค้นพบได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี และภายในบริเวณเมืองโบราณบ้านคูเมืองปัจจุบันได้จัดให้เป็นสวนรุกขชาติ  มีเนื้อที่ประมาณ ๕๐๐ ไร่ มีคูน้ำโบราณล้อมรอบ มีพันธุ์ไม้ต่างๆ ร่มรื่นสวยงาม

     - วัดม่วง  ตั้งอยู่ที่ตำบลอินทร์บุรี ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา หากมาจากถนนสายเอเชีย  ห่างจากตัวตลาดอินทร์บุรี  มีทางเลี้ยวซ้ายไปประมาณ  ๒.๕ กิโลเมตร  สันนิษฐานว่า  สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นประมาณปี พ.ศ. ๒๓๖๕ เดิมนั้นมีต้นมะม่วงอยู่มาก จึงเรียกว่า “วัดม่วง” ภายในวัดมีวิหารเก่าแก่เป็นอาคารปูนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีมุขยื่นออกมาที่หน้าบันประดับด้วยภาชนะเครื่องถ้วยต่างๆ ในวิหารมีพระพุทธรูปปางมารวิชัย เป็นพระประธานที่พุทธลักษณะงดงาม  ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีรูปฐานสิงห์   มีฐานบัวขนาดใหญ่รองรับ   เพดานประดับด้วยลายเขียนรูปดาว  มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนด้วยสีฝุ่น ฝีมือช่างพื้นบ้านสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔  และมีเรื่องราวพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า ตลอดจนแสดงภาพชีวิตความเป็นอยู่วัฒนธรรมของสังคมโบราณในระดับต่างๆ ได้เป็นอย่างดี 

     - ไหว้พระอินทร์ที่เมืองอินทร์   ในบริเวณ FN Factory outlet หมู่ 1 ตำบลน้ำตาล อำเภออินทร์บุรีพระอินทร์เป็นมหาเทพที่ยิ่งใหญ่เหนือชีวิตของมนุษย์ และสรรพสัตว์มีหน้าที่ปกป้องดูแลโลกให้พ้นจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ เป็นผู้นำเหล่าเทพเจ้าไปกำจัดอสูรร้ายในหลายคราว หากคนดีมีเคราะห์ร้ายพระอินทร์จะลงมาช่วยทุกครั้งไปมีฐานะเป็นพระผู้ดูแลทุกข์สุขของมนุษย์โลก   ดินฟ้าอากาศและสงคราม  และยังเป็นเทพนักสังคมสงเคราะห์  คนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า อำนาจของพระอินทร์นั้น จะช่วยปัดเป่าความชั่วร้าย หรือสิ่งไม่ดีบริเวณนั้น พร้อมทั้งปกป้องรักษาธุรกิจให้เจริญรุ่งเรือง รวมถึงคุ้มครองผู้บูชาในศาสนาพุทธ พระอินทร์ ยังเป็นเทพผู้รักษาพระพุทธศาสนาให้อยู่ยืนยงถึง 5,000 ปี เนื่องจากพระอินทร์เป็นเทวกษัตริย์ หมายถึงเป็นราชาแห่งเหล่าทวยเทพ จึงมีอำนาจในการสั่งการ ทำลายผู้ที่จะนำพาพระพุทธศาสนาไปในทิศทางที่ไม่ดี

เทศกาลงานประเพณี

     - งานวันวีรชนค่ายบางระจัน  จัดขึ้นเป็นประจำในระหว่างวันที่ ๔-๖ กุมภาพันธ์ของทุกปี ที่บริเวณอนุสาวรีย์วีรชนและอุทยานค่ายบางระจัน ตำบลบางระจัน อำเภอค่ายบางระจัน ประกอบไปด้วยพิธีสักการะรูปจำลองพระอาจารย์ธรรมโชติ และวางพวงมาลาสักการะอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน  การแสดงละครประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวีรกรรมของวีรชนค่ายบางระจัน ประกอบแสง สี เสียง การละเล่นพื้นบ้าน  มหรสพ การแสดงนิทรรศการของดีเมืองสิงห์ต่าง ๆ มากมาย 

     - ประเพณีกำฟ้า  เป็นงานบุญพื้นบ้านของชาวไทยพวนที่บ้านบางน้ำเชี่ยว และหมู่บ้านโภคาภิวัฒน์ อำเภอพรหมบุรี   จัดขึ้นเพื่อเป็นการบูชาและระลึกถึงเทพยดาผู้รักษาฟากฟ้า  และบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ถือเอาวันขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๓  เป็นวันสุกดิบ โดยชาวบ้านจะช่วยกันตำข้าวปุ้น (ขนมจีน) และข้าวจี่  ข้าวหลามไว้สำหรับทำบุญตักบาตรในวันรุ่งขึ้น พิธีจะมีในตอนเย็น เรียกกันว่า “ไปงันข้าวจี่” ชาวบ้านจะนำข้าวสารเหนียว ไข่ น้ำตาล ไปเข้ามงคลในพิธีเจริญพุทธมนต์ กลางคืนจะมีมหรสพแสดงกันเป็นที่สนุกสนาน ตกดึกจะพากันนึ่งข้าวเหนียว ทำขนม ในวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓  ซึ่งเป็นวันกำฟ้า  ชาวบ้านก็จะนำไทยทานและอาหารที่เตรียมไว้ไปร่วมทำบุญที่วัด  เมื่อพ้นกำฟ้า ๗ วันแล้ว   จะต้องกำฟ้าอีกครึ่งวัน  และนับต่อไปอีก ๕ วัน  จะมีการจัดอาหารถวายพระ เสร็จแล้วนำไฟดุ้นหนึ่งไปทำพิธีเลียแล้ง โดยการนำไปลอยตามแม่น้ำลำคลอง ถือเป็นการบูชาและระลึกถึงเทพเจ้าเป็นอันเสร็จพิธีกำฟ้า

     - ประเพณีตีข้าวบิณฑ์ เป็นประเพณีเก่าแก่ที่ทำกันอยู่แห่งเดียวที่หมู่บ้านจักรสีห์ อำเภอเมืองสิงห์บุรีนิยมทำในช่วงวันสงกรานต์ ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๕  เมษายน ของทุกปี ชาวบ้านจะนัดกันทำพิธีโดยการนำข้าวเหนียว หรือ ข้าวเหนียวแดงมาหุง  หรือ นึ่งพอสุกนำมาใส่ใบตองพับเป็นรูปกรวย  นำไปถวายหลวงพ่อพระนอนจักรสีห์ที่วัดพระนอนจักรสีห์ด้วยการนำพานใส่กรวยข้าวเหนียวที่เตรียมวางไว้ด้านหน้าองค์พระนอน  เพื่อทำพิธีถวายข้าวเหนียว เมื่อเห็นว่าเวลาผ่านไปพอสมควรจะทำพิธีลาข้าว  ทุกคนจะตรงไปที่พานข้าวของตน แบ่งข้าวเหนียวในกรวยใส่กระทง   แล้วนำไปวางไว้ที่หน้าองค์พระนอนพอเป็นสังเขป จากนั้นชาวบ้านจะแยกกันนั่งเป็นวง ๆ ละ ๖-๗ คน แบ่งกันรับประทานข้าวที่เหลือ ซึ่งถือว่าเป็นข้าวบิณฑ์ของหลวงพ่อพระนอนจักรสีห์ 

     - ประเพณีกวนข้าวทิพย์  การกวนข้าวทิพย์  หรือ  ข้าวมธุปายาสนี้มักจะจัดขึ้นที่หมู่บ้านวัดกุฎีทองบ้านโภคาภิวัฒน์  วัดอุตมะพิชัย  อำเภอพรหมบุรี  วันทำพิธีกวนข้าวทิพย์มิได้กำหนดไว้เป็นที่แน่นอนมักจะทำกันในช่วงข้าวกำลังเป็นน้ำนม โดยการปลูกปะรำพิธีแล้วใช้ด้ายสายสิญจน์วนรอบปะรำพิธี นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ แล้วให้หญิงสาวพรหมจารีนำเครื่องปรุงข้าวทิพย์ต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ ๙ สิ่ง  ได้แก่ ถั่ว งา นม เนย น้ำตาล มะพร้าว น้ำผึ้ง  น้ำอ้อย  และน้ำที่คั้นได้  จากข้าวน้ำนมใส่ลงในกระทะที่ใช้ไฟสุมเพลิงจากดวงอาทิตย์ติดไฟด้วยฟืนไม้ชัยพฤกษ์  และไม้พุทรา  ขณะใส่ของต่างๆ ลงในกระทะพระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา ย่ำฆ้อง ย่ำกลอง การจัดพิธีกรรมยังคงรักษารูปแบบเดิมไว้  คือ  มีพราหมณ์เข้าพิธี  และสาวพรหมจารีที่จะเข้าร่วมพิธีต้องเป็นหญิงสาวที่ยังไม่มีดอกไม้ (ระดู) นุ่งขาวห่มขาว สมทานศีล ๘  เพื่อให้มีความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ  จากนั้น จึงช่วยกันกวนข้าวทิพย์ใช้เวลากวนประมาณ ๖ ชั่วโมง  เสร็จแล้วตักใส่ภาชนะเตรียมถวายพระในวันรุ่งขึ้น

     - ประเพณียายดอกไม้ (ตักบาตรดอกไม้) เป็นงานบุญเข้าพรรษาประจำตำบลบ้านแป้ง อำเภอพรหมบุรี ณ วัดจินดามณี โดยจะมีการจัดกิจกรรมฟื้นฟูประเพณียายดอกไม้ (ตักบาตรดอกไม้)  ในช่วงวันเข้า พรรษาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งเป็นประเพณีท้องถิ่นดั้งเดิมของชุมชนชาวบ้านเวียงจันทร์ที่เป็นบรรพบุรุษของชุมชนในตำบลบ้านแป้ง ตั้งแต่ปู่ย่าตายายให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของพุทธศาสนิกชน ชาวตำบลบ้านแป้ง ซึ่งประเพณีนี้เป็นประเพณีดั้งเดิมที่มีกันมานานเป็นร้อยปีแล้ว  และเพื่อที่จะให้ประเพณีนี้ยังอยู่กับเราไปนานๆ จึงได้กำหนดวันเข้าพรรษาให้เป็นวันตักบาตรดอกไม้ ทางวัดในหมู่บ้านจะมีการตีกลองแฉะ ประมาณครึ่งชั่วโมง ญาติโยมพี่น้องก็จะพาลูกหลานมาที่วัด จัดข้าวตอกดอกไม้ 5 ชนิด คือ ข้าวตอก  ดอกมะลิ  ดอกรัก  ดอกบัว  ดอกข้าวโพด ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม จัดเป็นกำใส่บาตรพระ เพื่อใช้เข้าอุโบสถ เป็นพุทธบูชา

     - การแข่งเรือยาวประเพณี  การแข่งขันเรือยาวจัดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนกันยายนของทุกปีที่บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา  ริมเขื่อนหน้าศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ตลอดจนบริเวณลำแม่น้ำน้อย  ตามที่หน่วยงาน หรือ ภาคส่วนต่างๆ กำหนดจัดขึ้น  ซึ่งมีเรือที่มีชื่อเสียงของจังหวัดต่างๆ ส่งเข้าร่วมการแข่งขัน เพื่อชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  นับเป็นงานประเพณีที่ตื่นเต้นสนุกสนาน และเร้าใจ ตลอดจนได้เพลิดเพลินกับความสวยงามของเรือแต่ละลำที่ตกแต่งลวดลายและประชันฝีพายกันอย่างเต็มที่ 

     - งานเทศกาลกินปลาและของดีเมืองสิงห์บุรี   จัดขึ้นประมาณปลายเดือนธันวาคมของทุกปีเนื่องจากจังหวัดสิงห์บุรีมีลำน้ำแม่ลาเป็นลำน้ำธรรมชาติที่มีปลาชุกชุม  และมีชื่อเสียงมาก  คือ  ปลาช่อนแม่ลา ซึ่งเป็นอาหารจานเด็ดของสิงห์บุรี นอกจากนี้สิงห์บุรียังเป็นถิ่นกำเนิดของแม่ครัวหัวป่า ต้นตำรับอาหารคาวหวานที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ ๕ อีกด้วย

     - ประเพณีสงกรานต์ภาคกลาง   จัดบริเวณวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร  อำเภอเมืองสิงห์บุรี โดยมีกิจกรรมเด่นอาทิ ประกวดควายไทยเขางาม สงกรานต์ชายหาด การแสดง แสง สี เสียง “ตำนานพระนอน” ร่วมรับประทานอาหารขันโตก พิธีอัญเชิญห่มผ้าพระนอน พิธีตีข้าวบิณฑ์ กินข้าวหัวป่า กตัญญูกตเวทิตาผู้ใหญ่ ก่อพระเจดีย์ทรายพุทธบูชา เป็นต้น การแข่งขันเรือมาศ 12 ฝีพาย (เยาวชน ชาย – หญิง) การแข่งขันเรือแจวเดี่ยว (ทั่วไป)   การแข่งขันเรื่อพายหัวใบ้ท้ายบอด การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน พิธีสรงน้ำพระนอนจักรสีห์จำลอง และสงฆ์น้ำพระภิกษุสงฆ์จากทุกวัดในจังหวัดสิงห์บุรี การประกวดเทพีสงกรานต์   ตลาดนัดลานวัดของดีเมืองสิงห์   วัดพระนอน “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์”

     - ประเพณีลาวแง้ว  คือ ประเพณีเพาะกระจาด หรือใส่กระจาด ของชาวตำบลทองเอน  อ.อินทร์บุรี โดยการใส่กระจาดจะเริ่มเมื่อมีการประกาศ กำหนดงานบุญมหาชาติ  ซึ่งแต่ละหมู่บ้านจะกำหนดไม่ตรงกัน หมู่บ้านใดตรงถึงวันกำหนดวันทำบุญ แต่ละบ้านจะทำขนมเส้นหรือขนมจีบ และข้าวต้มมัดเพื่อเตรียมไว้สำหรับวันงานวันเริ่มแรกของการทำบุญ เรียกว่า "วันตั้ง" ในวันตั้งนี้หมู่บ้านที่ยังไม่ทำบุญก็จะนำผลไม้ เช่น กล้วย อ้อย ส้ม ฯลฯ  ไปยังบ้านที่มีงานโดยหนุ่มสาวจะแต่งตัวสวยงามเดินทางเป็นกลุ่มๆ การร่วมงานบุญ นั้นอาจใช้ผลไม้ต่างๆ ที่นำมาหรือเงินก็ได้ และอาจมีธูปเทียนใส่พานนำไปให้เจ้าของบ้าน การนำเอาของมาร่วมสมทบทำบุญ เรียกว่า "ใส่กระจาด" เจ้าของบ้านเลี้ยงอาหารแก่แขก และเมื่อแขกกลับก็จะให้ข้าวต้มมัดเป็นของตอบแทน  ประเพณีการใส่กระจาดนี้   หนุ่มสาวจะได้มีโอกาสพบปะ พูดคุยกันโดยพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่ขัดขวาง วันรุ่งขึ้นจากวันตั้งก็จะเป็นวันเทศน์มหาชาติโดยแต่ละบ้านจะจับสลากกันว่าบ้านไหนจะได้ติดกัณฑ์เทศน์มหาชาติกัณฑ์ไหน  สถานที่ก็จัดเตรียมและตกแต่งอย่างสวยงามให้มีบรรยากาศคล้ายป่าหิมพานต์ ประดับไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้ รังผึ้ง เครื่องจักรสานเป็นสัตว์ต่างๆ หรือทำด้วยกระดาษสวยงาม การเทศน์จะเริ่มขึ้นในตอนเที่ยงคืนของวันตั้ง โดยต้องเทศน์ให้เสร็จภายใน 1 วัน 

5 พฤษภาคม 2563

สถานที่ท่องเที่ยว

สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสิงห์บุรี

การท่องเที่ยว  :   แหล่งท่องเที่ยว และสถานที่น่าสนใจของจังหวัดสิงห์บุรี   

อำเภอเมืองสิงห์บุรี

     - ศาลจังหวัด และศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี  ตั้งอยู่บนถนนวิไลจิตต์ ตำบลในเมือง ในเขตเทศบาลอำเภอเมืองสิงห์บุรี ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  ศาลจังหวัดสร้างขึ้นเมื่อปี ร.ศ. ๑๒๙  (พ.ศ. ๒๔๕๓)  และศาลากลางจังหวัด  สร้างขึ้นเมื่อปี ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔)  สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นตึกก่ออิฐถือปูนชั้นเดียวทรงยุโรป มีความสวยงามและมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมาก กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓

     - วัดสว่างอารมณ์  ตั้งอยู่ที่บ้านบางมอญ  ตำบลต้นโพธิ์   ในเขตเทศบาลอำเภอเมืองสิงห์บุรี ห่างจากศาลากลางจังหวัดหลังเก่าไปทางลำน้ำเจ้าพระยาประมาณ ๒ กิโลเมตร   วัดนี้เป็นศูนย์รวมของศิลปะหลายด้าน   ได้แก่ การศึกษา การก่อสร้างโบสถ์  วิหาร  ศาลา  และโดยเฉพาะการปั้นพระพุทธรูปเหมือน ที่สืบทอดวิชาปั้นพระพุทธรูป มาจากตระกูลบ้านช่างหล่อธนบุรี ภายในวัดยังมี  พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่  เป็นแหล่งเก็บรวบรวมตัวหนังใหญ่ที่สมบูรณ์และสามารถเล่นได้กว่า ๓๐๐ ตัว   ซึ่งพระครูสิงหมุณี   อดีตเจ้าอาวาส ได้รวบรวมตัวหนังใหญ่จากฝีมือช่างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเอาไว้ และส่วนหนึ่งได้รับมอบหมายจากครูเปีย หัวหน้าคณะหนังเร่   ผู้ที่มีความสามารถในการเชิด-พาทย์หนังใหญ่  และได้ถ่ายทอดการแสดงหนังใหญ่สืบต่อกันมา ตัวหนังใหญ่ที่ใช้แสดงแบ่งเป็นชุดใหญ่ ๆ ได้ ๔ ชุด  คือ  ชุดศึกใหญ่ (ศึกทศกัณฑ์)  ชุดศึกมงกุฎ-บุตรลบ    ชุดนาคบาศ  และชุดศึกวิรุณจำบัง  มีการสาธิตการแสดงหนังใหญ่   พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์-ศุกร์  เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น.   วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๗.๐๐ น.

     - วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ในตำบลจักรสีห์ สันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ขนาดใหญ่ มีพุทธลักษณะแบบสุโขทัยที่มีความงดงามมาก  มีความยาว ๔๗  เมตร ๔๒ เซนติเมตร(๑ เส้น ๓ วา ๒ ศอก ๑ คืบ ๗ นิ้ว) ลักษณะพระพักตร์หันไปทางทิศเหนือ  พระเศียรหันไปทางทิศตะวันออก   นอกจากนี้ยังมี พระกาฬ   เป็นพระพุทธรูปศิลาลงรักปิดทอง และพระแก้ว  พระหล่อนั่งขัดสมาธิเพชรอันศักดิ์สิทธิ์และมีพระพุทธลักษณะงดงาม   ทั้งพระกาฬ และพระแก้วสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๕ ใช้เป็นพระประทานในการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการ  ด้านหน้าวิหารมีต้นสาละลังกาใหญ่ ต้นไม้สำคัญในพระพุทธศาสนาผลิดอกบานสะพรั่งหลายต้น 

     - วัดหน้าพระธาตุ  อยู่ในเขตบ้านพระนอนจักรสีห์  ต.จักรสีห์ ห่างจากวัดพระนอนจักรสีห์ไปประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร เดิมชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า วัดหัวเมือง  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นวัดหน้าพระธาตุ   สันนิษฐานว่าสถานที่บริเวณนี้ จะเป็นที่ตั้งของเมืองสิงห์บุรีเก่า  สิ่งที่สำคัญของวัดนี้คือ องค์พระปรางค์สูงประมาณ ๘ วา   ทำเป็นรูปครุฑ อสูรถือกระบองประดับอยู่เหนือชั้นเชิงบาตร ภายหลังมีการเสริมแต่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบศิลปะอยุธยาตอนต้น โดยการก่ออิฐเพิ่มเติมเป็นซุ้มจรนัมทั้งสี่ด้าน  ตั้งแต่ฐานศิลาแลงขึ้นไปก่อด้วยอิฐย่อมุมทรงปรางค์ กลีบขนุนปรางค์ก่อด้วยอิฐ ทิศตะวันออกขององค์ปรางค์มีพระวิหารหลวง ทิศตะวันตกเป็นพระอุโบสถ  และมีเจดีย์กลมเรียงรายหลายองค์   เป็นลักษณะของสถาปัตยกรรมแบบสมัยอยุธยาตอนปลาย  กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘

     - วัดประโชติการาม    ตั้งอยู่ที่ตำบลบางกระบือ  อยู่ห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรีประมาณ ๕ กิโลเมตร เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๑๑ เส้นสิงห์บุรี-ชัยนาท (สายเก่า) ไปประมาณ ๕ กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ พุทธลักษณะงดงามศิลปะแบบสุโขทัยขนาดใหญ่ ๒ องค์  คือ หลวงพ่อทรัพย์ สูง ๖ วา ๗ นิ้ว และหลวงพ่อสิน สูง ๓ วา ๓ ศอก ๕ นิ้ว ซึ่งมีพุทธลักษณะที่งดงาม เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป 

     - วัดกระดังงาบุปผาราม   ตั้งอยู่หมู่ที่ ๖ ตำบลบางกระบือ อยู่เลยจากวัดประโชติการามไปเล็กน้อยมีโบสถ์รูปทรงสมัยใหม่ที่งดงามไม่เหมือนโบสถ์แห่งไหนสร้างอยู่บนฐานศาลาการเปรียญ และวัดนี้ยังมีเจดีย์โบราณทรงระฆังคว่ำคล้ายเจดีย์สมัยอยุธยาตอนต้น ฐานเป็นชั้นมีซุ้มทรงระฆังตั้งแต่ปล้องไฉนขึ้นไป   เจดีย์องค์นี้นับว่ามีความสมบูรณ์ที่สุดที่มีอยู่ในสมัยเดียวกัน  ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติแล้ว   นอกจากนี้ด้านหน้าเจดีย์ยังมีโบสถ์เก่าแก่หลังคามุงด้วยกระเบื้องดิน บานประตูโบสถ์เป็นไม้แกะสลักลวดลายสวยงามมาก

     - วัดพระปรางค์มุนี    ตั้งอยู่ที่ตำบลม่วงหมู่ ตรงข้ามวิทยาลัยเกษตรกรรมสิงห์บุรี  ห่างจากตัวเมือง

ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒ ประมาณกิโลเมตรที่๑๓๔-๑๓๕ (ทางไปอำเภอพรหมบุรี) จะเห็นองค์พระปรางค์สี่เหลี่ยมสูงเด่นใกล้กับองค์พระปรางค์เป็น วิหารหลวงพ่อเย็น  พระพุทธรูปปูนปั้นศักดิ์สิทธิ์สมัยอยุธยา  ด้านข้างวิหารมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เป็นกรุพระเก่าแก่ที่ทางวัดได้ขุดดินบริเวณนั้นมากลบวิหาร ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรม

อำเภอพรหมบุรี

     - วัดกุฎีทอง   ตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ในเขตตำบลบางน้ำเชี่ยว ห่างจากถนนสายเอเชียประมาณ ๔๐๐ เมตร หรือ เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๒ กิโลเมตรที่ ๑๒๕-๑๒๖  ภายในวัดมีมณฑปลักษณะเหมือนเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง  สร้างเมื่อพ.ศ.๒๔๔๓  โดยหลวงพ่อปัญญา อุตมะพิชัย เจ้าอาวาส ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บนยอด และภายในมณฑปนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทโลหะจำลองไว้เป็นที่เคารพสักการะ  นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดกุฎีทองยังมีศูนย์ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยพวน   ซึ่งได้รวบรวมเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวันต่างๆ  ของชาวไทยพวน  เสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องมือ ทำนา ดักสัตว์ จับปลา ตลอดจนยวดยานพาหนะทางน้ำเป็นของเก่าแก่ไว้ให้ชม 

     - คูค่ายพม่า   ตั้งอยู่ที่บ้านเจดีย์หัก หมู่๑ ตำบลบ้านแป้ง ห่างจากตัวเมืองสิงห์บุรีไปประมาณ ๑๖ กิโลเมตร  ตามเส้นทางหลวงหมายเลข  ๓๒ กิโลเมตรที่ ๑๒๙  เป็นแหล่งชุมชนโบราณมีลักษณะเป็นเนินดินแนวยาวรูปร่างคล้ายตัว L ยาวประมาณ  ๕-๑๕ เมตร กว้างประมาณ  ๓ เมตร    สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อประมาณปี  พ.ศ. ๒๑๒๗    ครั้งที่พม่ายกกองทัพมาตั้งที่ปากน้ำบางพุทรา  เพื่อรวบรวมกำลังเข้าตีกรุงศรีอยุธยานับเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ปัจจุบันได้ปรับปรุงให้เป็นสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป

     - วัดอัมพวัน  ตั้งอยู่ที่ตำบลพรหมบุรี ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข  ๓๖ กิโลเมตรที่ ๑๓๐   เป็นวัดที่มีชื่อเสียงในด้านการปฏิบัติธรรมทางวิปัสสนากรรมฐาน มีพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม) เป็นเจ้าอาวาส

     - วัดพรหมเทพาวาส (วัดชลอน) ท่านผู้ใหญ่เล่าว่าตรงนี้น้ำเชี่ยวมาก และวนด้วย เรือขึ้นมาถึงจุดนี้จะชนกัน จึงเรียกว่า “วัดชลวน” (ชล-วน)  ต่อมาออกเสียงเป็น “วัดชลอน” (ชะ-ลอน)  และเป็นต้นกำเนิด “แม่ครัวหัวป่า”  เมื่อครั้งก่อนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕  เสด็จพักแรมที่วัดพรหมสาคร เจ้าเมืองพรหมนครขอร้องชาวหัวป่าให้ช่วยกันทำกับข้าว ขนมไปถวาย   เสวยแล้วพอพระทัยมาก โดยเฉพาะแกงส้มแตงกวา น้ำพริกปลาร้า จึงทรงประสาทพร  “นี่แน่ะ แม่ครัวหัวป่า แม่ครัวทั้งหลาย ขออนุโมทนา ข้าพเจ้าพอใจที่ทำอาหารอร่อย อาหารดี โปรดรักษารสอาหารอย่างนี้ไว้ถึงลูกหลานนะ” ตั้งแต่นั้นมาชาวหัวป่า และเด็กเล็กๆ หัดทำกับข้าวใหม่ ๆ ก็อร่อยหมด 

     - ไหว้พระพรหม ที่เมืองพรหม    ที่เมืองพรหม บริเวณริมถนนสายเอเชีย หมายเลข 32  อ.พรหมบุรี

=พระพรหม= ถือเป็นพระเจ้าผู้สร้าง ผู้ลิขิตความเป็นไปของทุกสรรพชีวิต  เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ทุกผู้คน ผู้บูชาพระพรหม และทำความดี จะได้รับพรให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา  พระพรหมเป็นผู้คุ้มครองคนดี และลงโทษคนกระทำบาป ผู้มีกิเลสตัณหาผู้มีจิตใจเอื้ออารี และเสียสละต่อส่วนรวมจะได้พรจากพระพรหม มีความสุขและสมปรารถนา  

อำเภอท่าช้าง

     - วัดพิกุลทอง   อยู่ในเขตตำบลพิกุลทอง ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑๖ กิโลเมตร  อยู่ห่างจากวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหารไปประมาณ ๙ กิโลเมตร  ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า วัดหลวงพ่อแพ (พระธรรมสิงหบุราจารย์) ภายในวัดมี พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อแพ จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติ  และเครื่องอัฐบริขารของหลวงพ่อแพตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นอีกด้านหนึ่งของวัดนี้มีพระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี หรือ หลวงพ่อใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๑ วา ๒ ศอก ๗ นิ้ว สูง ๒๑ วา ๑ คืบ ๓ นิ้ว   ภายในเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กประดับด้วยโมเสกทองคำธรรมชาติชนิด ๒๔ เค  รอบๆ พระวิหารใหญ่มีวิหารคด   ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปปางประจำวันต่างๆ และพระสังกัจจายองค์ใหญ่ และบริเวณวัดยังมีสวนธรรมะ  และสิ่งก่อสร้างที่สวยงามน่าสนใจ แวดล้อมด้วยบรรยากาศสงบร่มรื่น

     - วัดจำปาทอง      ตั้งอยู่ที่ตำบลโพประจักษ์ เป็นสถานที่เก็บรักษาเรือพระที่นั่งของสมเด็จพระเทพรัตน-ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี   เมื่อคราวเสด็จประพาสในการล่องแม่น้ำน้อย เป็นเรือมาดเก๋ง ประเภทเรือแจว ชื่อว่าเรือจำปาทองสิงห์บุรี นอกจากนั้นภายในวัดมีพระนอนองค์ใหญ่ ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์

อำเภอค่ายบางระจัน

     - อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน และอุทยานค่ายบางระจัน   อยู่ห่างจากตัวเมือง ๑๕  กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข ๓๐๓๒  มีพื้นที่ประมาณ ๑๑๕ ไร่   เป็นสวนรุกขชาติพักผ่อนหย่อนใจ จะเห็นอนุสาวรีย์ วีรชนค่ายบางระจันเป็นรูปหล่อประติมากรรมของหัวหน้าชาวค่ายบางระจันทั้ง ๑๑ คน   สร้างโดยกรมศิลปากรปรากฏสวยเด่นเป็นสง่าอยู่ในสวน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงเปิดอนุสาวรีย์นี้ เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๑๙  ค่ายบางระจันมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์   ผืนแผ่นดินแห่งนี้ได้บันทึกเหตุการณ์ความกล้าหาญ และเสียสละของวีรชนไทยที่เกิดขึ้น  เมื่อเดือน ๓ ปีระกา พ.ศ. ๒๓๐๘ ในครั้งนั้นชาวบ้านบางระจันได้รวมพลังกันต่อสู้กับกองทัพพม่า   ซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาล โดยพม่าต้องยกทัพเข้าตีหมู่บ้านนี้ถึง ๘  ครั้ง ใช้เวลา ๕ เดือน จึงเอาชนะได้เมื่อวันจันทร์แรม  ๒  ค่ำ  เดือน ๘ 

ปีจอ  พ.ศ. ๒๓๐๙ นับเป็นอนุสาวรีย์ที่มีความสำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง  ค่ายบางระจันในปัจจุบันได้สร้างจำลองโดยอาศัยรูปแบบค่ายในสมัยโบราณ และภายในบริเวณยังมี อาคารศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์วีรชนค่ายบางระจัน   จัดห้องนิทรรศการโดยแบ่งออกเป็นห้องต่างๆ   ห้องแรก  แสดงเรื่องค่ายบางระจัน เครื่องใช้โบราณ แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย หนังใหญ่ ห้องที่สอง จัดแสดงมรดกเมืองสิงห์บุรี  ห้องที่สาม แสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองสิงห์บุรีและของดีเมืองสิงห์บุรี เปิดให้เข้าชมทุกวัน   ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น. 

     - วัดโพธิ์เก้าต้น หรือ วัดไม้แดง  ตั้งอยู่ที่หมู่ ๘ ตำบลบางระจัน  ตรงข้ามกับอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจันห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑๕ กิโลเมตร  เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๐๓๒  เป็นสถานที่ที่วีรชนชาวบ้านบางระจันได้เคยใช้เป็นที่มั่นในการต่อต้านพม่าที่ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อปีพ.ศ. ๒๓๐๘ ชาวบ้านเรียกวัดนี้ว่า “วัดไม้แดง” เพราะภายในบริเวณมีต้นไม้แดง   ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งอยู่หลายต้น  และชาวบ้านถือกันว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ไม่มีใครกล้าตัด หรือ ทำลาย ในบริเวณวัดมี “วิหารพระอาจารย์ธรรมโชติ” เป็นวิหารทรงจัตุรมุข  พระอาจารย์ท่านเป็นผู้นำสำคัญผู้หนึ่งของชาวบ้านบางระจัน และใกล้ๆ กันก็มี สระน้ำพระอาจารย์ธรรมโชติ  มีปลาอยู่ชุกชุมเพราะชาวบ้านถือว่าเป็นปลาศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่จับไปรับประทานและยังมีศาลรวมวิญญาณวีรชนค่ายบางระจันตั้งอยู่ใกล้ริมรั้ว ส่วนหน้าวัดได้มีการจำลองค่ายบางระจันตามประวัติศาสตร์ไว้ด้วย กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนวัดโพธิ์เก้าต้นเป็นโบราณสถาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ 

     - วัดสิงห์สุทธาวาส  ตั้งอยู่ตำบลโพสังโฆ เดิมชื่อว่าวัดตะเคียน  เพราะมีต้นตะเคียนอยู่เป็นสัญลักษณ์ เริ่มก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๑  ต่อมาทางราชการย้ายเมืองสิงห์ จากแม่น้ำจักรสีห์มาตั้งอยูริมแม่น้ำน้อย ทางด้านใต้ของวัดตะเคียน และคงจะเปลี่ยนชื่อช่วงต่อมา เรียกกันตามชื่อเมืองว่า "วัดสิงห์" ครั้นถึงสมัยของพระมหาเนี่ยมเกิดเมฆเป็นเจ้าอาวาสจึงต่อคำท้ายเป็น "วัดสิงห์สุทธาวาส"  ปัจจุบันวัดสิงห์สุทธาวาสมี พระครูวิสุทธาภิรักษ์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสท่านได้ปรับปรุงบริเวณวัดอย่างเป็นสัดส่วนชัดเจน    โดยแบ่งเป็นเขตพุทธาวาส   สังฆาวาส ภายในวัด และรอบๆ บริเวณวัด จัดบรรยากาศร่มรื่น สวยงาม โดยจัดสวนหย่อมปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ รอบบริเวณวัด ตามต้นไม้จะมีสุภาษิต คติธรรม (ต้นไม้พูดได้) เพื่อไว้เป็นคติสอนใจ  มีปูชนียวัตถุ คือพระพุทธฉาย อยู่ในมณฑปพระพุทธรูปปางนาคปรก สร้างด้วยศิลา ชาวบ้านเรียก "หลวงพ่อนาค" องค์พระเป็นหินสกัดมีพญานาค ๗ เศียร แผ่รัศมีรอบเกศพระ ด้านหลังองค์พระมีเสมาธรรมจักร แต่ปัจจุบันหลวงพ่อนาคได้ถูกขโมยไป ดังนั้นหลวงพ่อนาคที่เห็นอยู่นี้เป็นองค์จำลองที่ทำจากปูนปั้นนอกจากนี้ยังพบ สิงห์ปั้นด้วยดินเผาอยู่ ๒ ตัว สันนิษฐานว่า สิงห์ที่พบนี้เป็นที่มาของชื่อ "วัดสิงห์"  ซึ่งต่อขุนสิงขรภุมมา ได้ขอไปไว้ที่อำเภอบางระจัน (ซึ่งสมัยนั้นชื่อ อ.สิงห์) ๑ ตัว ปัจจุบันยังมีอยู่ที่ หน้าที่ว่าการอำเภอบางระจัน

 

5 พฤษภาคม 2563

บุคลากรภายใน
4 ผู้บริหาร
นาย ศุภวัฒน์ เทียนถาวร
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี
นาย ศุภวัฒน์ เทียนถาวร
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี
.
รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี
.
รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสิงห์บุรี
การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร
folder การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กร
มาตรการภายในเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและป้องกันการทุจริต
folder มาตรการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงาน
folder การดำเนินการตามมาตรการส่งเสริมคุณธรรมและความโปร่งใสภายในหน่วยงาน
folder มาตรการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ
folder มาตรการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วม
folder มาตรการส่งเสริมความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง
folder มาตรการจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริต
folder มาตรการป้องกันการรับสินบน
folder มาตรการป้องกันการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนร่วม
folder มาตรการตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจ
folder นโยบายป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ทับซ้อน